วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558
On 07:51 by EForL in จัดอับมหาวิทยาลัย2015 No comments
ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกฉบับล่าสุด
ปี 2015
ที่ดำเนินการโดย QS เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อนนี้ปรากฏว่า อันดับหนึ่งถึงสิบของโลก
ส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก
เพียงแต่อาจจะสลับอันดับกันไปมาบ้าง
แต่ผลที่น่าสนใจ
ในปีนี้คือการผงาดของมหาวิทยาลัยในเอเซียที่เข้าสู่อันดับโลกได้มากขึ้น
โดยอันดับหนึ่งของเอเซีย ได้แก่
มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 12 (ปีก่อนอยู่อันดับที่ 22) จะเห็นว่าอันดับดังกล่าวนี้
สูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อมาเก่าแก่ของโลกหลายมหาวิทยาลัย เช่น Yale, John Hopkins, Cornell, U
Penn หรือแม้แต่ UC Berkley และ UCLA
เท่านั้นยังไม่พอมหาวิทยาลัยคู่แฝดในสิงคโปร์
ได้แก่ Nanyan University of Technology ตามติดเข้ามาเป็นอันดับที่
13
โดยมีคะแนนห่างกันไม่ถึง 1 คะแนน
คราวนี้มาดูมหาวิทยาลัยของไทย
ในจำนวน 8
มหาวิทยาลัยที่ QS นำเข้าสู่การจัดอันดับ
ปรากฏว่าในปีนี้อันดับของเราถอยต่ำลงทุกมหาวิทยาลัย ในขณะที่สิงคโปร์ขึ้น 10 อันดับ
ไทยเรากลับลดลง 10 อันดับ เช่นกัน
โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถือเป็นอันดับหนึ่งของไทย
จากปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 243 ปีนี้ลดลงไปเป็น 253
มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่แล้วอยู่ที่ 257 ปีนี้ขยับลงไปเป็น 295 ตามมาด้วย
เชียงใหม่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น พระจอมเกล้าธนบุรี และ สงขลานครินทร์
ตามลำดับ
ข้อมูลเหล่านี้
สะท้อนให้เห็นว่าเรายังอ่อนแอในเรื่องของระบบการศึกษาอยู่มาก
รัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศถ้าไม่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาอย่างจริงจัง
(แก้ปัญหาอย่างเข้าใจจริงๆ) ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับชาติต่างๆได้
เพราะการศึกษาที่ดี
คือการสร้างบุคลากรที่ประกอบเป็นทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สนามอาชีพโดยตรง
รวมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางปัญญาและนวัตกรรมให้แก่ชาติ
ถ้าระบบการศึกษาของไทยเรายังอ่อนแอหรือตกต่ำอยู่เช่นนี้ ก็จะสะท้อนถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ชาติเรามีว่าไม่อาจจะสู้ชาติอื่นๆ
ได้ รวมทั้งฉายภาพให้เห็นถึงความรู้ที่อ่อนด้อย ไม่เอื้อให้เกิดศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้ชาติไทยเราก็จะกลายเป็นผู้บริโภคนวัตกรรมที่สร้างโดยผู้อื่น
อันหมายความว่าขนเงินออกไปให้คนอื่นเขานั่นเอง
ที่จริงความตกต่ำของมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาปลายเหตุ
ปัญหาต้นเหตุอยู่ที่
1. ครอบครัวของเด็กแต่ละคน
ครอบครัวไหนที่มีทัศนะที่ว่า
"การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้" ก็จะส่งเสริมให้ลูกของตัวเองให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก
แล้วกับเอาใจใส่ดูแลส่งเสริมให้ได้เรียนจนถึงที่สุด
ถึงแม้ว่าบางครอบครัวจะมีฐานะความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์พร้อม
แต่ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวไหนไม่ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก
ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของลูก
ถ้าลูกตัวเองมีนิสัยใฝ่เรียนก็ดีไปแต่ไม่ได้ส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษ
แต่ถ้าลูกไม่ใฝ่เรียนก็ปล่อยไปตามยถากรรม เด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นมาก็เรียนไม่ทันเพื่อน
กลายเป็นคนมีป่มด้อยขาดความมั่นใจ พอจะเข้ามหาวิทลัยก็ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษเลยเลือกเรียนตามเพื่อน
สุดท้ายแม้เรียนจบก็กลายเป็นคนไร้ศักยภาพ
2.
ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศเรา
ก็มีความอ่อนแออันเป็นที่ปรากฏชัด ไม่ว่าจะแสดงออกมาในผลการสอบ PISA (Programme for International
Student Assessment) ที่เอาคะแนนจากผู้เข้าสอบ 65 ประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างจากเด็กอายุ
15 ปี จำนวน 5 พันคน
มาทำการสอบวัดความรู้ ผลปรากฏว่าไทยเราอยู่อันดับในกลุ่มรั้งท้าย คือประมาณอันดับที่
50
ที่น่าตกใจและตื่นเต้น คือ
ผลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ในการสอบครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 เด็กเวียดนามสอบได้เป็นที่
8 ของโลก
ขณะที่เด็กไทยได้เป็นที่ 48
ผลการสอบนี้ดูจะสอดคล้องกับที่เราจัดสอบเองด้วย เช่น การสอบ ONET ที่เกิดปรากฏการณ์
"สอบตกทั้งประเทศ" ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากโรงเรียนประมาณ 4
หมื่นกว่าโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. มีโรงเรียนที่สอบได้คะแนนเกินครึ่งอยู่เพียง 2
พันกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง ซึ่งแสดงว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ 3
หมื่นกว่าโรงเรียนสอบตกหมด
ถ้าเราไม่พัฒนาการศึกษาของเรา
ชาติไทยน่าจะไปไม่รอด และขณะนี้หมดเวลาที่จะรอแล้ว
การปฏิรูปการศึกษาที่ท่องกันจนเป็นคาถาแต่ไม่มีรูปธรรม หรือแม้แต่ความตั้งใจที่ทำก็ยังไม่มี
แล้วอย่างนี้จะหวังให้ประเทศของเราเจริญไปข้างหน้าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
Cr. ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อ้างอิงข้อมูลจาก : QS World University Rankings 2015
วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน
เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมาเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์
การระเบิดในครั้งนี้ไม่ใช้อุบัติเหตุ แต่เป็นการก่อการร้ายซึ่งไม่ใช้พวกฝีมือระดับปลายแถวแน่นอน
มาดูที่ความเสียหาย ที่ร้ายแรงที่สุดคือจำนวนผู้เสียชีวิต(ไม่อาจสรุปได้เพราะมาหลายกระแสเหลือเกิน)
เรื่องนี้ไม่อาจประเมินค่าได้
ต่อมาคือเรื่องความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
ซึ่งหลังจากปฏิวัติเรื่องความเชื่อมั่นในประเทศไทยมีน้อยอยู่แล้ว
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ยิ่งน้อยหนักเข้าไปอีก
ถามว่าประเทศเราเสียความเชื่อมั่นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ
- ไม่มีใครกล้ามาลงทุนกับเรา แม้มีประเทศที่กล้าบ้าบิ่นมาลงทุนกับเราเขาก็ไม่มีทุนเพราะ
ไม่มีธนาคารไหนแบกรับความเสี่ยงปล่อยให้เขากู้
- ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเตรียมปิดกิจการได้เลย
เพียงแค่สองประการนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนก็หงายท้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวันที่18
สิงหาคม ตรวจสอบดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยอ่อนค่ามาก เว็ป Yahoo ถึงกับออกข่าวว่าเงินบาทไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหกปี
(ปี2555 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท / 1 ดอลลาร์)
เรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทไม่ใช้เรื่องไกลตัวนะครับขอบอก
ลองคิดง่าย ๆ ทุกวันนี้มีใครไม่เดินทางโดยใช้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์บ้าง
ยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้กินน้ำคลองนะครับ
มันกินน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องนำเข้า ถ้าเงินบาทอ่อนนั้นหมายความว่า
เราต้องจ่ายเงินบาทเยอะกว่าเดินแต่ได้น้ำมันเท่าเดิม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้ถ้าเงินสำรองของประเทศเรามีเยอะและรัฐช่วยค้ำเอาไว้ก็ได้ใช้น้ำมันภายในประเทศเท่าเดิมหรือสูงขึ้นนิดหน่อย
แต่ถ้าไม่เตรียมซื้อจักรยานปั่นไปทำงานได้เลย เท่าที่ได้ติดตามข่าวช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทราบว่ารัฐบาล คสช. ใช้งบประมาณของปี2558 ไปแล้ว 2 ล้าน 4 หมื่นล้านบาท
หรือคิดเป็นร้อยละ 79.5 ของงบทั้งหมด (อ่านข่าวในVoice Tv)
นั้นก็หมายความว่าผลอาจจะออกมาแบบที่สอง คือได้ใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นแน่นอน
เมื่อน้ำมันสูงขึ้นจะเกิดปัญหาอะไรต่อไปผมไม่ยากจะคิดแล้ว
เมื่อมันเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไรว่า “ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
On 20:18 by EForL No comments
กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ
ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น
มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด
ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ
เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน
หรือ
ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน
กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด
ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสัมภาษณ์ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทุกบริษัทต้องมีเพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน โดยเช็คจากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติ เปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำเสนอประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมา
รวมถึงนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลให้ได้พิจารณา
วันนี้เลยนำข้อมูลที่ควรรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งานมาฝาก
๑.
ความประทับใจแรกมักอยู่ที่การแต่งตัว เพราะฉะนั้นเลือกชุดให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง
๒.หน้าตาเป็นเพียงองค์ประกอบย่อย
ความรู้และบุคลิกลักษณะที่ดีเป็นองค์ประกอบหลัก
๓.ตอบให้ตรงที่กรรมการถาม
(ถ้าถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบก่อนว่าใช่ หรือ ไม่ใช่
หลังจากนั้นจึงค่อยอธิบายเหตุผล) และถ้าเป็นคำถามแสดงความคิดเห็น
ควรตอบตามที่เราคิดจริง ๆ
๔.เวลาเข้าห้องสัมภาษณ์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามอย่างเดียว
สามารถถามกลับได้
แต่ต้องดูจังหวะด้วยขึ้นอยู่กับกรรมการสัมภาษณ์แต่ละคนและแต่ละสถานที่
ข้อนี้เราต้องสังเกตุเอง
๕.เป็นตัวของตัวเอง
สบาย ๆ อย่ากังวลมาก กล้าแสดงความคิดเห็น โดยเวลาแสดงความคิดเห็นต้องให้มีเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้น
๖.
แสดงความคิดอย่างชาญฉลาด และแสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานนั้น
๗.ต้องรู้จักทำการบ้าน
อย่างน้อยควรรู้ว่าบริษัทที่เรากำลังจะไปสมัครเข้าทำงานทำอะไร
หรือในตำแหน่งที่สมัครนั้นทำอะไร เป้าหมายของบริษัทเป็นอย่างไร เป็นต้น
ทั้ง ๗
ข้อที่กล่าวมานี้ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งานใหม่ ที่สำคัญเราต้องมั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเองด้วย
ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานทุก ๆ ท่านนะครับ
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
นิตยสารฟอร์บส์ ไทยแลนด์จัดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศไทย ประจำปี 2558 พบว่า มหาเศรษฐีอันดับ1ของไทยคือนายธนินท์
เจียรวนนท์ จากเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือเครือซีพีมีทรัพย์สินรวม 483,000 ล้านบาท
มหาเศรษฐีอันดับที่2 คือนายเจริญ
สิริวัฒนภักดี จากกลุ่มไทยเบฟเวอเรจมีมูลค่าทรัพย์สิน 435,000ล้านบาท
อันดับที่3
เป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลมีมูลค่าทรัพย์สิน 412,000 ล้านบาท
อันดับที่4 นายเฉลิม อยู่วิทยา กลุ่มกระทิงแดง
อันดับที่5 นายกฤตย์
รัตนรักษ์ กลุ่มธุรกิจสถานีโทรทัศน์สีช่อง7,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา,บริษัท
ปูนซีเมนต์นครหลวง และยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แกรนด์คาแนลแลนด์
อันดับที่6 นายวานิช
ไชยวรรณ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในไทยประกันชีวิต และสุรามหาราษฎร
อันดับที่7 นายสันติ ภิรมย์ภักดี กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่
อันดับที่8 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจสายการบินบางกอกแอร์เวย์และเครือโรงพยาบาลชั้นนำ
อันดับที่9 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา กลุ่มคิงพาเวอร์
อันดับที่10 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สินมูลค่า 57,000 ล้านบาท
คนทั่วไปเวลาได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับเศรษฐี ก็มักจะบอกว่า รวยไปก็เท่านั้นเงินทองเป็นของนอกกายหรือเงินทองไม่ใช้หลักประกันว่าชีวิตจะมีความสุข
คนที่มีทัศนะคติเช่นนี้มักจะไม่พร้อมรวย จริง ๆ
แล้วที่กล่าวอย่างนี้มันก็ไม่ผิดมีส่วนถูกอยู่มากทีเดียว
แต่เศรษฐีเขาจะคิดอีกแบบหนึ่งคือคิดว่าเงินทองสำคัญ มีทรัพย์ดีกว่าไม่มีแน่นอน
ลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งของเศรษฐีทั้งหลายคือ
การกระหายความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ
จอบส์ แม้เขาจะมีเงินมากมาย ถูกจัดอับดับให้เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัย
แต่เขาก็ยังไม่หยุดพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาให้คนทั้งโลกได้เห็น
หรือเศรษฐีเมืองไทยอย่างคุณจรัส ชูโต ผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย
ที่มักบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า
"There's always a better way in doing
things" แปลว่า ย่อมมีวิธีการที่ดีกว่าเสมอ
ในการที่คนเราจะทำอะไรก็ตาม หมายความว่า
อย่าไปนึกว่าสิ่งที่เราประสบความสำเร็จและทำมาดีแล้วนั่นคือวิธีที่ดีที่สุด
ความสำเร็จอย่าอื่นกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า
ซึ่งบางทีเงินทองก็อาจจะไม่ใช้สาเหตุหลักในการทำงาน
ความกระหายความสำเร็จนี้เองที่ผลักดันให้เขาเกิดความเพียรพยายามทำในสิ่งนั้นให้สำเร็จ
มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ เมื่อทำแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดคิด
ก็พิจารณาดูว่าเป็นเพราะอะไร
แล้วปรับปรุงแก้ไขจนกระทั้งประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งไว้
นี้คือลักษณะร่วมกันของคนที่เป็นเศรษฐี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หาได้มาแล้วใช้เป็นหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคำว่า “เป็น” ในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงแค่ใช้เพื่อประโยชน์ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้นแต่ยังหมายถึงใช้เพื่อประโยชน์ในชาติต่อ ๆ ไปด้วย เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าลำพังเพียงแค่หนึ่งสมองสองมือไม่อาจทำให้คน ๆ หนึ่งประสบความสำเร็จได้ ถ้ามีเพียงแค่นี้ทุกคนก็คงเป็นเศรษฐีกันหมดทั้งโลกไปแล้ว คำว่า “เป็น” ตัวนี้แหละที่จะแยกระหว่างเศรษฐีกับคนธรรมดาให้แตกต่างกัน
ภาพจาก :http://www.springnews.co.th/economics/90065วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558
มนุษย์ทุกคนในใบโลกนี้ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เมื่อต้องใช้ก็ต้องหา
ในยุคแรก นั้นมนุษย์หาเช้ากินค่ำ (ไม่ต้องวางแผนชีวิต)
เพราะทรัพยากรมีเหลือเฟืออยากได้ต่อไหนก็ไปเอาตอนนั้น พอมาถึงยุคปัจจุบันทั้ง ๆ
ที่ทรัพยากรยังมีอยู่เหลือเฟือ แต่ถูกพวกมือยาวสาวได้สาวเอากักตุนไว้จนของบางอย่างเกิดขาดแคลนขึ้นมา
ต่อมาไอ้พวกมือยาวทั้งหลายเริ่มคิดกลไกการตลาดขึ้นมา ทำให้เกิดอุปสงค์ อุปทาน
สร้างกฎอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายไปหมด สุดท้ายมนุษย์ต้องถูกกระแสสังคมครอบงำ
ต้องผันตัวเองให้ไปประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยสี่มาหล่อเลี้ยงร่างกาย
ปัญหาต่อมาก็คือมันหาแล้วไม่พอใช้
สำหรับคนที่หาได้น้อยไม่ต้องพูดกันเพราะยังไง ๆ
โอกาสที่จะไม่พอใช้มันต้องมีอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกที่หาได้เยอะแล้วไม่พอใช้นี้มันเพราะอะไร
คำโบราณว่าไว้ "ถ้าไม่รู้จักใช้
หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ" ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนกลุ่มที่หาได้เยอะแล้วไม่พอใช้สักที
วิธีแก้สำหรับคนกลุ่มนี้ง่ายมาก คนโบราณให้หลักไว้ 2 ประการ คือ
1.กินตอนหิว อย่าไปกินตอนอยาก หมายความว่า
ใช้ของที่ต้องการ อย่าใช้ของที่ความจำเป็น จริงอยู่ของบางอย่างมันจำเป็นแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ถึงขั้นตาย
เรื่องนี้ต้องแยกให้ออก
2.ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญว่าเหลือเท่าไหร่ คือต้องบริหารเงินให้เหลือนั้นเอง
วิธีที่คนโบราณให้มาสองประการนี้ อาจจะไม่เข้ากับหลักของนักเศรษฐศาสตร์หรือนักบัญชีทั้งหลายเท่าไร
แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเป็นบทฝึกวินัยในการใช้ปัจจัยสี่ของตัวเราเองล้วน ๆ ไม่ต้องไปพึ่งใครทั้งนั้น
และที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ปัจจัยสี่คือ ต้องรู้จักเปลี่ยนทรัพย์ภายนอกให้เป็นสมบัติทรัพย์ภายในที่สามารถนำติดตัวไปใช้ในชาติต่อ
ๆ ไปให้ได้ด้วย
สิ่งของภายนอกที่เราเก็บไว้อาจถูกภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม
หรือแม้กระทั้งราชภัย ทำให้ทรัพย์ของเราสูญหายไปได้ แต่ถ้านำทรัพย์ออกโดยการให้ทาน
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนให้เป็นสมบัติภายใน ย่อมไม่มีใครจะเอาไปจากเราได้ทั้งนั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
-
เช็คแบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เช็คสั่งจ่ายตามสั่ง (Order cheque), แคชเชียร์เช็ค เช็คของขวัญ และเช็คสำหรับผู้เดินทาง 1. เช็คสั่งจ่ายต...
-
มนุษย์ทุกคนในใบโลกนี้ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เมื่อต้องใช้ก็ต้องหา ในยุคแรก นั้นมนุษย์หาเช้ากินค่ำ (ไม่ต้องวางแผนชีวิต) เพราะทรัพยากร...
-
กฎหมายเป็นสถาบันหนึ่งภายในระบบสังคม มีหน้าที่ในการควบคุมให้สังคมดำเนินไปอย่างสงบสุข กฎหมายในฐานะที่มีหน้าที่ในการควบคุมสังคมโดยการวางแผน...
-
จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล 23 ข้อ ประกอบด้วย 1. ต้องกระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสม มีกริยาดี 2. ไม่สร้างข่าวขึ้นเอง 3. ต้องเสนอข้อเท็จ...
-
บัตร ATM คือบัตรที่ใช้สำหรับกดเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ผ่านตู้เอทีเอ็ม บัตรเดบิต เหมือนกับบัตรเอทีเอ็ม แต่สามารถใช้รูดซื้อส...
-
ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ...
-
โทนี่ เฟอร์นานเดส ซีอีโอของแอร์เอเชียขึ้นเวทีเพื่อแบ่งปันเคล็ดคลับความสำเร็จในการทำให้แบรนด์เติบโตและเป็นที่รู้จัก หลังจากที่เขาเริ่มธุรกิจ...
-
" อะไรที่เราควรทำ" เราทุกคนค้นหางานที่เราชอบ งานที่เรารัก งานที่ใจเราต้องการ แต่กว่าที่จะเจองานแบบที่ว่านี้ อาจต้องเสียเวลาไปท...
-
คุณครูท่านหนึ่งเล่าเรื่องโจ๊กให้นักเรียนฟังก่อนเลิกเรียนว่า.. มีคนไข้ประจำคนหนึ่ง มาหาหมอคนเดิมเป็นเวลาหลายปี จนส่งเสียให้ลูกเรีย...
-
คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อิ...
บทความทั้งหมด
- มิถุนายน 2016 (1)
- พฤษภาคม 2016 (1)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (1)
- กุมภาพันธ์ 2016 (2)
- พฤศจิกายน 2015 (1)
- ตุลาคม 2015 (1)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (2)
- กุมภาพันธ์ 2015 (3)
สถิติผู้เข้าชม
ติดตามผู้เขียน
ฟอร์มรายชื่อติดต่อ
ติดตามที่ Facebook
Tags
- กฎหมาย ( 1 )
- การบริหารเงิน ( 1 )
- การใช้เงิน ( 1 )
- จรรยาบรรณสื่อ ( 1 )
ขับเคลื่อนโดย Blogger.


