วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อินเวสเม้นท์ เอ็กซโป  ในหัวข้อ ให้เงินทำงานว่า ตนเองนั้นทดลองบริหารเงินและให้เงินทำงานจากเงินจำนวนน้อยให้กลายเป็นจำนวน มาก และจากเงินจำนวนมากกลายเป็นศูนย์มาแล้ว เรียกว่าผ่านประสบการณ์มาหลายรูปแบบ โดยเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี ครั้งเมื่อศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1997 ในขณะทิ่เกิดวิฤกตต้มยำกุ้งในประเทศไทย พ่อซึ่งส่งเงินให้เรียนในต่างประเทศส่งเงินมาให้จำนวนหนึ่งแล้วบอกว่า นี่เป็นก้อนสุดท้ายแล้วที่เหลือให้หาเอาเอง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธนพ จึงลุกขึ้นมาหาทางให้เงินทำงานจากแบบอย่างที่เห็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการ เงินที่เล่นหุ้นในตลาดหุ้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีเงินจำนวนมาก แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยทำให้ต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมากเช่นกัน แต่ความสูญเสียก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสูญเปล่า กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงินใน ปัจจุบันนั้นเอง
ธนพ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจในขณะนี้จะว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็ไม่เชิง เพราะหากมองลงไปในเชิงลึกแล้วจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะมีตัวเลขทางบัญชีที่สวยงามเป็นบวกไม่ขาดทุน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในหุ้นของตน แต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่บริษัทเล่านั้นจะมีบัญชีทางด้านการเงินที่สวยงาม พวกเขาได้ปลดลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีหนี้ค้าง หรือมีกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงานในสหรัฐอเมริกามากถึง 4.8 แสนคน คนว่างงานมากแสดงว่าเศรษฐกิจไม่ดี

ทั้งนี้ หากจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวจริงหรือไม่ต้องไปดูที่ค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงว่าผู้ประกอบการร้าน ค้าขนาดเล็กจะอยู่รอดได้หรือไม่ เมื่อมีจำนวนคนว่างงานมากขนาดนี้ ประกอบกับช่วงก่อนหน้านี้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทประกาศล้มละลายไปแล้ว ดังนั้นร้านค้าที่เป็นค้าของเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือเรียลเซกเตอร์ จะไม่มีรายได้ แล้วเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างไร ต้องดูต้องไปว่า โอบามาจะแก้ป้ญหาเศรษฐกิจนับต่อจากนี้ไปอย่างไร

ไปดูตลาดอื่นๆ บ้าง อย่างตลาดยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะ เป็นอย่างไร แต่ตลาดที่น่าสนใจจริงๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ถือได้ว่าเป็นโอกาส ของตลาดเอเชีย เนื่อง จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีราคาจ้างงานราคาต่ำที่สุด ซึ่งถือเป็นโอกาส เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากที่สุดที่เหมาะแกการลงทุนด้านอาหาร
ส่วนญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยมทำให้มีเงินออมมากที่สุด ไม่น่าเป็นห่วง ประเทศอินเดียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านไอที และซอฟต์แวร์ของโลก เพราะคนอินเดียมีความรู้ความสามารถด้านไอที ประกอบกับค่าแรงถูก ต่อไปเจ้าของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ และยุโรปจะมาจ้างคนอินเดียเป็นคอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นประเทศอินเดียจะเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมไอที คอลเซ็นเตอร์ แหล่งผลิตซอฟต์แวร์

สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองที่รุนแรงอย่างไร และมีปัญหาเศรษฐกิจโลกก็ตามแต่จีดีพีของประเทศก็ไม่ต่ำมากนัก แสดงว่าโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยยังดีอยู่มาก อย่างไรก็ตามถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองก็นับเป็นโอกาสของประเทศ ไทยที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างดี

อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานนับต่อจากนี้คาดว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ สินค้าจะมีราคาแพงขึ้น แต่เงินเดือนของคนทำงานจะเท่าเดิม อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินก็จะมีการเปลี่ยนมากขึ้น ดังนั้นวิธีการออมเงินนอกจากนำเงินไปฝากธนาคารแล้วควรจะเก็บไว้ในรูปเงินตรา ต่างประเทศ 7 สกุล เพื่อประกันความเสี่ยงว่าเมื่อเวลาผ่านไป 6 – 9 เดือน เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงเงินจำนวนเดิมจะมีค่าเท่าเดิม โดยเงิน 7 สกุล ที่ควรจะแลกไว้ คือ ดอลล่าร์สหรัฐฯ, ปอนด์อังกฤษ, ยุโร, หยวน, สวิสฟรังซ์, เยน, ดอลล่าร์ออสเตรเลีย

นอกจากนี้ยังควรเก็บเงินสดไว้เป็นเงินฉุกเฉินสัก 30 – 40% ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้เผื่อหากมีเหตุการณ์คอขาดบาดตายแล้วค่อยนำมาใช้ เป็นต้น

ธนพ กล่าวว่า สำหรับการเล่นหุ้นนั้น ควรซื้อหุ้นที่มีคนซื้อเป็นจำนวนมาก หากหุ้นลงแล้ว 15% ก็ควรรีบขายเลย ไม่ควรรอหรือเสียแล้วไปนำเงินไปซื้อหุ้นอื่นแทน ที่อาจจะขึ้นถึง 50 – 70% จำไว้ว่าไม่ควรเสียดาย หากลงแล้วควรจะขายทันที

สุดท้ายนี้ การลงทุนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะต้องใช้วิจารณญาณให้รอบครอบและไตร่ตรองให้ดี ควรจะอ่านข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของโลก และประเทศเป็นประจำเพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า เวลานี้เหมาะสมจะลงทุน อะไร หรือไม่อย่างไร


CR. posttoday

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกฉบับล่าสุด ปี 2015 ที่ดำเนินการโดย QS เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อนนี้ปรากฏว่า อันดับหนึ่งถึงสิบของโลก ส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพียงแต่อาจจะสลับอันดับกันไปมาบ้าง



แต่ผลที่น่าสนใจ ในปีนี้คือการผงาดของมหาวิทยาลัยในเอเซียที่เข้าสู่อันดับโลกได้มากขึ้น
โดยอันดับหนึ่งของเอเซีย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 12 (ปีก่อนอยู่อันดับที่ 22) จะเห็นว่าอันดับดังกล่าวนี้ สูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อมาเก่าแก่ของโลกหลายมหาวิทยาลัย เช่น Yale, John Hopkins, Cornell, U Penn หรือแม้แต่ UC Berkley และ UCLA 
เท่านั้นยังไม่พอมหาวิทยาลัยคู่แฝดในสิงคโปร์ ได้แก่ Nanyan University of Technology ตามติดเข้ามาเป็นอันดับที่ 13 โดยมีคะแนนห่างกันไม่ถึง 1 คะแนน


คราวนี้มาดูมหาวิทยาลัยของไทย ในจำนวน 8 มหาวิทยาลัยที่ QS นำเข้าสู่การจัดอันดับ ปรากฏว่าในปีนี้อันดับของเราถอยต่ำลงทุกมหาวิทยาลัย ในขณะที่สิงคโปร์ขึ้น 10 อันดับ ไทยเรากลับลดลง 10 อันดับ เช่นกัน โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถือเป็นอันดับหนึ่งของไทย จากปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 243 ปีนี้ลดลงไปเป็น 253 มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่แล้วอยู่ที่ 257 ปีนี้ขยับลงไปเป็น 295 ตามมาด้วย เชียงใหม่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น พระจอมเกล้าธนบุรี และ สงขลานครินทร์ ตามลำดับ

ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าเรายังอ่อนแอในเรื่องของระบบการศึกษาอยู่มาก รัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศถ้าไม่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาอย่างจริงจัง (แก้ปัญหาอย่างเข้าใจจริงๆ) ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับชาติต่างๆได้

เพราะการศึกษาที่ดี คือการสร้างบุคลากรที่ประกอบเป็นทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สนามอาชีพโดยตรง รวมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางปัญญาและนวัตกรรมให้แก่ชาติ ถ้าระบบการศึกษาของไทยเรายังอ่อนแอหรือตกต่ำอยู่เช่นนี้ ก็จะสะท้อนถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ชาติเรามีว่าไม่อาจจะสู้ชาติอื่นๆ ได้ รวมทั้งฉายภาพให้เห็นถึงความรู้ที่อ่อนด้อย ไม่เอื้อให้เกิดศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา  เมื่อเป็นเช่นนี้ชาติไทยเราก็จะกลายเป็นผู้บริโภคนวัตกรรมที่สร้างโดยผู้อื่น อันหมายความว่าขนเงินออกไปให้คนอื่นเขานั่นเอง
ที่จริงความตกต่ำของมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุอยู่ที่
1. ครอบครัวของเด็กแต่ละคน
ครอบครัวไหนที่มีทัศนะที่ว่า "การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้" ก็จะส่งเสริมให้ลูกของตัวเองให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก แล้วกับเอาใจใส่ดูแลส่งเสริมให้ได้เรียนจนถึงที่สุด ถึงแม้ว่าบางครอบครัวจะมีฐานะความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวไหนไม่ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของลูก ถ้าลูกตัวเองมีนิสัยใฝ่เรียนก็ดีไปแต่ไม่ได้ส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าลูกไม่ใฝ่เรียนก็ปล่อยไปตามยถากรรม เด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นมาก็เรียนไม่ทันเพื่อน กลายเป็นคนมีป่มด้อยขาดความมั่นใจ พอจะเข้ามหาวิทลัยก็ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษเลยเลือกเรียนตามเพื่อน สุดท้ายแม้เรียนจบก็กลายเป็นคนไร้ศักยภาพ
2. ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศเรา ก็มีความอ่อนแออันเป็นที่ปรากฏชัด ไม่ว่าจะแสดงออกมาในผลการสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) ที่เอาคะแนนจากผู้เข้าสอบ 65 ประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างจากเด็กอายุ 15 ปี จำนวน 5 พันคน มาทำการสอบวัดความรู้ ผลปรากฏว่าไทยเราอยู่อันดับในกลุ่มรั้งท้าย คือประมาณอันดับที่ 50
ที่น่าตกใจและตื่นเต้น คือ ผลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ในการสอบครั้งล่าสุดเมื่อปี  2012 เด็กเวียดนามสอบได้เป็นที่ 8 ของโลก ขณะที่เด็กไทยได้เป็นที่ 48  ผลการสอบนี้ดูจะสอดคล้องกับที่เราจัดสอบเองด้วย เช่น การสอบ ONET ที่เกิดปรากฏการณ์ "สอบตกทั้งประเทศ" ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากโรงเรียนประมาณ 4 หมื่นกว่าโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. มีโรงเรียนที่สอบได้คะแนนเกินครึ่งอยู่เพียง 2 พันกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง ซึ่งแสดงว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ 3 หมื่นกว่าโรงเรียนสอบตกหมด
ถ้าเราไม่พัฒนาการศึกษาของเรา ชาติไทยน่าจะไปไม่รอด และขณะนี้หมดเวลาที่จะรอแล้ว การปฏิรูปการศึกษาที่ท่องกันจนเป็นคาถาแต่ไม่มีรูปธรรม หรือแม้แต่ความตั้งใจที่ทำก็ยังไม่มี
แล้วอย่างนี้จะหวังให้ประเทศของเราเจริญไปข้างหน้าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

Cr. ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อ้างอิงข้อมูลจาก : QS World University Rankings 2015


วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมาเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ การระเบิดในครั้งนี้ไม่ใช้อุบัติเหตุ แต่เป็นการก่อการร้ายซึ่งไม่ใช้พวกฝีมือระดับปลายแถวแน่นอน
มาดูที่ความเสียหาย ที่ร้ายแรงที่สุดคือจำนวนผู้เสียชีวิต(ไม่อาจสรุปได้เพราะมาหลายกระแสเหลือเกิน) เรื่องนี้ไม่อาจประเมินค่าได้
ต่อมาคือเรื่องความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ซึ่งหลังจากปฏิวัติเรื่องความเชื่อมั่นในประเทศไทยมีน้อยอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ยิ่งน้อยหนักเข้าไปอีก
ถามว่าประเทศเราเสียความเชื่อมั่นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ
- ไม่มีใครกล้ามาลงทุนกับเรา แม้มีประเทศที่กล้าบ้าบิ่นมาลงทุนกับเราเขาก็ไม่มีทุนเพราะ ไม่มีธนาคารไหนแบกรับความเสี่ยงปล่อยให้เขากู้
- ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเตรียมปิดกิจการได้เลย
เพียงแค่สองประการนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนก็หงายท้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวันที่18 สิงหาคม ตรวจสอบดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยอ่อนค่ามาก เว็ป Yahoo ถึงกับออกข่าวว่าเงินบาทไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหกปี (ปี2555 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท / 1 ดอลลาร์)





เรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทไม่ใช้เรื่องไกลตัวนะครับขอบอก ลองคิดง่าย ๆ ทุกวันนี้มีใครไม่เดินทางโดยใช้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์บ้าง
ยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้กินน้ำคลองนะครับ มันกินน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องนำเข้า ถ้าเงินบาทอ่อนนั้นหมายความว่า เราต้องจ่ายเงินบาทเยอะกว่าเดินแต่ได้น้ำมันเท่าเดิม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้ถ้าเงินสำรองของประเทศเรามีเยอะและรัฐช่วยค้ำเอาไว้ก็ได้ใช้น้ำมันภายในประเทศเท่าเดิมหรือสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าไม่เตรียมซื้อจักรยานปั่นไปทำงานได้เลย เท่าที่ได้ติดตามข่าวช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทราบว่ารัฐบาล คสช. ใช้งบประมาณของปี2558 ไปแล้ว 2 ล้าน 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 79.5 ของงบทั้งหมด (อ่านข่าวในVoice Tv) นั้นก็หมายความว่าผลอาจจะออกมาแบบที่สอง คือได้ใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นแน่นอน เมื่อน้ำมันสูงขึ้นจะเกิดปัญหาอะไรต่อไปผมไม่ยากจะคิดแล้ว


เมื่อมันเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไรว่า “ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

On 20:18 by EForL   No comments
กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น
มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน หรือ
ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน

กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558


การสัมภาษณ์ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทุกบริษัทต้องมีเพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน  โดยเช็คจากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติ เปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำเสนอประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมา รวมถึงนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลให้ได้พิจารณา 


วันนี้เลยนำข้อมูลที่ควรรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งานมาฝาก
๑. ความประทับใจแรกมักอยู่ที่การแต่งตัว เพราะฉะนั้นเลือกชุดให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง      
๒.หน้าตาเป็นเพียงองค์ประกอบย่อย ความรู้และบุคลิกลักษณะที่ดีเป็นองค์ประกอบหลัก
๓.ตอบให้ตรงที่กรรมการถาม (ถ้าถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบก่อนว่าใช่ หรือ ไม่ใช่ หลังจากนั้นจึงค่อยอธิบายเหตุผล) และถ้าเป็นคำถามแสดงความคิดเห็น ควรตอบตามที่เราคิดจริง ๆ
๔.เวลาเข้าห้องสัมภาษณ์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามอย่างเดียว สามารถถามกลับได้ แต่ต้องดูจังหวะด้วยขึ้นอยู่กับกรรมการสัมภาษณ์แต่ละคนและแต่ละสถานที่ ข้อนี้เราต้องสังเกตุเอง
๕.เป็นตัวของตัวเอง สบาย ๆ อย่ากังวลมาก กล้าแสดงความคิดเห็น โดยเวลาแสดงความคิดเห็นต้องให้มีเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้น
๖. แสดงความคิดอย่างชาญฉลาด และแสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานนั้น
๗.ต้องรู้จักทำการบ้าน อย่างน้อยควรรู้ว่าบริษัทที่เรากำลังจะไปสมัครเข้าทำงานทำอะไร หรือในตำแหน่งที่สมัครนั้นทำอะไร เป้าหมายของบริษัทเป็นอย่างไร เป็นต้น

ทั้ง ๗ ข้อที่กล่าวมานี้ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งานใหม่ ที่สำคัญเราต้องมั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเองด้วย ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานทุก ๆ ท่านนะครับ