วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
On 03:40 by EForL in เทคนิคการออม No comments
คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง
ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อินเวสเม้นท์ เอ็กซโป ในหัวข้อ “ให้เงินทำงาน” ว่า
ตนเองนั้นทดลองบริหารเงินและให้เงินทำงานจากเงินจำนวนน้อยให้กลายเป็นจำนวน มาก
และจากเงินจำนวนมากกลายเป็นศูนย์มาแล้ว เรียกว่าผ่านประสบการณ์มาหลายรูปแบบ
โดยเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี
ครั้งเมื่อศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1997
ในขณะทิ่เกิดวิฤกตต้มยำกุ้งในประเทศไทย
พ่อซึ่งส่งเงินให้เรียนในต่างประเทศส่งเงินมาให้จำนวนหนึ่งแล้วบอกว่า นี่เป็นก้อนสุดท้ายแล้วที่เหลือให้หาเอาเอง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธนพ
จึงลุกขึ้นมาหาทางให้เงินทำงานจากแบบอย่างที่เห็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการ
เงินที่เล่นหุ้นในตลาดหุ้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีเงินจำนวนมาก
แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยทำให้ต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมากเช่นกัน
แต่ความสูญเสียก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสูญเปล่า
กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงินใน
ปัจจุบันนั้นเอง
ธนพ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจในขณะนี้จะว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็ไม่เชิง
เพราะหากมองลงไปในเชิงลึกแล้วจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะมีตัวเลขทางบัญชีที่สวยงามเป็นบวกไม่ขาดทุน
เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในหุ้นของตน แต่จริงๆ แล้ว
ก่อนที่บริษัทเล่านั้นจะมีบัญชีทางด้านการเงินที่สวยงาม
พวกเขาได้ปลดลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีหนี้ค้าง หรือมีกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงานในสหรัฐอเมริกามากถึง
4.8 แสนคน
คนว่างงานมากแสดงว่าเศรษฐกิจไม่ดี
ทั้งนี้ หากจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ
จะฟื้นตัวจริงหรือไม่ต้องไปดูที่ค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงว่าผู้ประกอบการร้าน
ค้าขนาดเล็กจะอยู่รอดได้หรือไม่ เมื่อมีจำนวนคนว่างงานมากขนาดนี้
ประกอบกับช่วงก่อนหน้านี้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทประกาศล้มละลายไปแล้ว
ดังนั้นร้านค้าที่เป็นค้าของเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือเรียลเซกเตอร์ จะไม่มีรายได้
แล้วเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างไร ต้องดูต้องไปว่า
โอบามาจะแก้ป้ญหาเศรษฐกิจนับต่อจากนี้ไปอย่างไร
ไปดูตลาดอื่นๆ บ้าง อย่างตลาดยุโรป
ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะ
เป็นอย่างไร แต่ตลาดที่น่าสนใจจริงๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ถือได้ว่าเป็นโอกาส ของตลาดเอเชีย เนื่อง จีน
เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีราคาจ้างงานราคาต่ำที่สุด ซึ่งถือเป็นโอกาส
เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากที่สุดที่เหมาะแกการลงทุนด้านอาหาร
ส่วนญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยมทำให้มีเงินออมมากที่สุด
ไม่น่าเป็นห่วง ประเทศอินเดียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านไอที
และซอฟต์แวร์ของโลก เพราะคนอินเดียมีความรู้ความสามารถด้านไอที ประกอบกับค่าแรงถูก
ต่อไปเจ้าของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ และยุโรปจะมาจ้างคนอินเดียเป็นคอลเซ็นเตอร์
ดังนั้นประเทศอินเดียจะเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมไอที คอลเซ็นเตอร์
แหล่งผลิตซอฟต์แวร์
สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองที่รุนแรงอย่างไร
และมีปัญหาเศรษฐกิจโลกก็ตามแต่จีดีพีของประเทศก็ไม่ต่ำมากนัก
แสดงว่าโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยยังดีอยู่มาก
อย่างไรก็ตามถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองก็นับเป็นโอกาสของประเทศ
ไทยที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างดี
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานนับต่อจากนี้คาดว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ
คือ สินค้าจะมีราคาแพงขึ้น แต่เงินเดือนของคนทำงานจะเท่าเดิม
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินก็จะมีการเปลี่ยนมากขึ้น
ดังนั้นวิธีการออมเงินนอกจากนำเงินไปฝากธนาคารแล้วควรจะเก็บไว้ในรูปเงินตรา
ต่างประเทศ 7 สกุล เพื่อประกันความเสี่ยงว่าเมื่อเวลาผ่านไป 6 – 9 เดือน เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงเงินจำนวนเดิมจะมีค่าเท่าเดิม โดยเงิน 7 สกุล ที่ควรจะแลกไว้ คือ ดอลล่าร์สหรัฐฯ, ปอนด์อังกฤษ,
ยุโร, หยวน, สวิสฟรังซ์,
เยน, ดอลล่าร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ยังควรเก็บเงินสดไว้เป็นเงินฉุกเฉินสัก 30 – 40%
ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้เผื่อหากมีเหตุการณ์คอขาดบาดตายแล้วค่อยนำมาใช้ เป็นต้น
ธนพ กล่าวว่า “สำหรับการเล่นหุ้นนั้น
ควรซื้อหุ้นที่มีคนซื้อเป็นจำนวนมาก หากหุ้นลงแล้ว 15%
ก็ควรรีบขายเลย ไม่ควรรอหรือเสียแล้วไปนำเงินไปซื้อหุ้นอื่นแทน ที่อาจจะขึ้นถึง 50
– 70% จำไว้ว่าไม่ควรเสียดาย หากลงแล้วควรจะขายทันที”
สุดท้ายนี้
การลงทุนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะต้องใช้วิจารณญาณให้รอบครอบและไตร่ตรองให้ดี
ควรจะอ่านข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของโลก
และประเทศเป็นประจำเพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า เวลานี้เหมาะสมจะลงทุน อะไร
หรือไม่อย่างไร
CR.
posttoday
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558
On 07:51 by EForL in จัดอับมหาวิทยาลัย2015 No comments
ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกฉบับล่าสุด
ปี 2015
ที่ดำเนินการโดย QS เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อนนี้ปรากฏว่า อันดับหนึ่งถึงสิบของโลก
ส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก
เพียงแต่อาจจะสลับอันดับกันไปมาบ้าง
แต่ผลที่น่าสนใจ
ในปีนี้คือการผงาดของมหาวิทยาลัยในเอเซียที่เข้าสู่อันดับโลกได้มากขึ้น
โดยอันดับหนึ่งของเอเซีย ได้แก่
มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 12 (ปีก่อนอยู่อันดับที่ 22) จะเห็นว่าอันดับดังกล่าวนี้
สูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อมาเก่าแก่ของโลกหลายมหาวิทยาลัย เช่น Yale, John Hopkins, Cornell, U
Penn หรือแม้แต่ UC Berkley และ UCLA
เท่านั้นยังไม่พอมหาวิทยาลัยคู่แฝดในสิงคโปร์
ได้แก่ Nanyan University of Technology ตามติดเข้ามาเป็นอันดับที่
13
โดยมีคะแนนห่างกันไม่ถึง 1 คะแนน
คราวนี้มาดูมหาวิทยาลัยของไทย
ในจำนวน 8
มหาวิทยาลัยที่ QS นำเข้าสู่การจัดอันดับ
ปรากฏว่าในปีนี้อันดับของเราถอยต่ำลงทุกมหาวิทยาลัย ในขณะที่สิงคโปร์ขึ้น 10 อันดับ
ไทยเรากลับลดลง 10 อันดับ เช่นกัน
โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถือเป็นอันดับหนึ่งของไทย
จากปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 243 ปีนี้ลดลงไปเป็น 253
มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่แล้วอยู่ที่ 257 ปีนี้ขยับลงไปเป็น 295 ตามมาด้วย
เชียงใหม่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น พระจอมเกล้าธนบุรี และ สงขลานครินทร์
ตามลำดับ
ข้อมูลเหล่านี้
สะท้อนให้เห็นว่าเรายังอ่อนแอในเรื่องของระบบการศึกษาอยู่มาก
รัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศถ้าไม่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาอย่างจริงจัง
(แก้ปัญหาอย่างเข้าใจจริงๆ) ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับชาติต่างๆได้
เพราะการศึกษาที่ดี
คือการสร้างบุคลากรที่ประกอบเป็นทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สนามอาชีพโดยตรง
รวมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางปัญญาและนวัตกรรมให้แก่ชาติ
ถ้าระบบการศึกษาของไทยเรายังอ่อนแอหรือตกต่ำอยู่เช่นนี้ ก็จะสะท้อนถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ชาติเรามีว่าไม่อาจจะสู้ชาติอื่นๆ
ได้ รวมทั้งฉายภาพให้เห็นถึงความรู้ที่อ่อนด้อย ไม่เอื้อให้เกิดศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้ชาติไทยเราก็จะกลายเป็นผู้บริโภคนวัตกรรมที่สร้างโดยผู้อื่น
อันหมายความว่าขนเงินออกไปให้คนอื่นเขานั่นเอง
ที่จริงความตกต่ำของมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาปลายเหตุ
ปัญหาต้นเหตุอยู่ที่
1. ครอบครัวของเด็กแต่ละคน
ครอบครัวไหนที่มีทัศนะที่ว่า
"การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้" ก็จะส่งเสริมให้ลูกของตัวเองให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก
แล้วกับเอาใจใส่ดูแลส่งเสริมให้ได้เรียนจนถึงที่สุด
ถึงแม้ว่าบางครอบครัวจะมีฐานะความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์พร้อม
แต่ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวไหนไม่ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก
ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของลูก
ถ้าลูกตัวเองมีนิสัยใฝ่เรียนก็ดีไปแต่ไม่ได้ส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษ
แต่ถ้าลูกไม่ใฝ่เรียนก็ปล่อยไปตามยถากรรม เด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นมาก็เรียนไม่ทันเพื่อน
กลายเป็นคนมีป่มด้อยขาดความมั่นใจ พอจะเข้ามหาวิทลัยก็ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษเลยเลือกเรียนตามเพื่อน
สุดท้ายแม้เรียนจบก็กลายเป็นคนไร้ศักยภาพ
2.
ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศเรา
ก็มีความอ่อนแออันเป็นที่ปรากฏชัด ไม่ว่าจะแสดงออกมาในผลการสอบ PISA (Programme for International
Student Assessment) ที่เอาคะแนนจากผู้เข้าสอบ 65 ประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างจากเด็กอายุ
15 ปี จำนวน 5 พันคน
มาทำการสอบวัดความรู้ ผลปรากฏว่าไทยเราอยู่อันดับในกลุ่มรั้งท้าย คือประมาณอันดับที่
50
ที่น่าตกใจและตื่นเต้น คือ
ผลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ในการสอบครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 เด็กเวียดนามสอบได้เป็นที่
8 ของโลก
ขณะที่เด็กไทยได้เป็นที่ 48
ผลการสอบนี้ดูจะสอดคล้องกับที่เราจัดสอบเองด้วย เช่น การสอบ ONET ที่เกิดปรากฏการณ์
"สอบตกทั้งประเทศ" ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากโรงเรียนประมาณ 4
หมื่นกว่าโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. มีโรงเรียนที่สอบได้คะแนนเกินครึ่งอยู่เพียง 2
พันกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง ซึ่งแสดงว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ 3
หมื่นกว่าโรงเรียนสอบตกหมด
ถ้าเราไม่พัฒนาการศึกษาของเรา
ชาติไทยน่าจะไปไม่รอด และขณะนี้หมดเวลาที่จะรอแล้ว
การปฏิรูปการศึกษาที่ท่องกันจนเป็นคาถาแต่ไม่มีรูปธรรม หรือแม้แต่ความตั้งใจที่ทำก็ยังไม่มี
แล้วอย่างนี้จะหวังให้ประเทศของเราเจริญไปข้างหน้าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
Cr. ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อ้างอิงข้อมูลจาก : QS World University Rankings 2015
วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน
เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมาเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์
การระเบิดในครั้งนี้ไม่ใช้อุบัติเหตุ แต่เป็นการก่อการร้ายซึ่งไม่ใช้พวกฝีมือระดับปลายแถวแน่นอน
มาดูที่ความเสียหาย ที่ร้ายแรงที่สุดคือจำนวนผู้เสียชีวิต(ไม่อาจสรุปได้เพราะมาหลายกระแสเหลือเกิน)
เรื่องนี้ไม่อาจประเมินค่าได้
ต่อมาคือเรื่องความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
ซึ่งหลังจากปฏิวัติเรื่องความเชื่อมั่นในประเทศไทยมีน้อยอยู่แล้ว
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ยิ่งน้อยหนักเข้าไปอีก
ถามว่าประเทศเราเสียความเชื่อมั่นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ
- ไม่มีใครกล้ามาลงทุนกับเรา แม้มีประเทศที่กล้าบ้าบิ่นมาลงทุนกับเราเขาก็ไม่มีทุนเพราะ
ไม่มีธนาคารไหนแบกรับความเสี่ยงปล่อยให้เขากู้
- ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเตรียมปิดกิจการได้เลย
เพียงแค่สองประการนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนก็หงายท้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวันที่18
สิงหาคม ตรวจสอบดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยอ่อนค่ามาก เว็ป Yahoo ถึงกับออกข่าวว่าเงินบาทไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหกปี
(ปี2555 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท / 1 ดอลลาร์)
เรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทไม่ใช้เรื่องไกลตัวนะครับขอบอก
ลองคิดง่าย ๆ ทุกวันนี้มีใครไม่เดินทางโดยใช้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์บ้าง
ยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้กินน้ำคลองนะครับ
มันกินน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องนำเข้า ถ้าเงินบาทอ่อนนั้นหมายความว่า
เราต้องจ่ายเงินบาทเยอะกว่าเดินแต่ได้น้ำมันเท่าเดิม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้ถ้าเงินสำรองของประเทศเรามีเยอะและรัฐช่วยค้ำเอาไว้ก็ได้ใช้น้ำมันภายในประเทศเท่าเดิมหรือสูงขึ้นนิดหน่อย
แต่ถ้าไม่เตรียมซื้อจักรยานปั่นไปทำงานได้เลย เท่าที่ได้ติดตามข่าวช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทราบว่ารัฐบาล คสช. ใช้งบประมาณของปี2558 ไปแล้ว 2 ล้าน 4 หมื่นล้านบาท
หรือคิดเป็นร้อยละ 79.5 ของงบทั้งหมด (อ่านข่าวในVoice Tv)
นั้นก็หมายความว่าผลอาจจะออกมาแบบที่สอง คือได้ใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นแน่นอน
เมื่อน้ำมันสูงขึ้นจะเกิดปัญหาอะไรต่อไปผมไม่ยากจะคิดแล้ว
เมื่อมันเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไรว่า “ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
On 20:18 by EForL No comments
กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ
ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น
มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด
ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ
เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน
หรือ
ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน
กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด
ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสัมภาษณ์ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทุกบริษัทต้องมีเพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน โดยเช็คจากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติ เปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำเสนอประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมา
รวมถึงนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลให้ได้พิจารณา
วันนี้เลยนำข้อมูลที่ควรรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งานมาฝาก
๑.
ความประทับใจแรกมักอยู่ที่การแต่งตัว เพราะฉะนั้นเลือกชุดให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง
๒.หน้าตาเป็นเพียงองค์ประกอบย่อย
ความรู้และบุคลิกลักษณะที่ดีเป็นองค์ประกอบหลัก
๓.ตอบให้ตรงที่กรรมการถาม
(ถ้าถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบก่อนว่าใช่ หรือ ไม่ใช่
หลังจากนั้นจึงค่อยอธิบายเหตุผล) และถ้าเป็นคำถามแสดงความคิดเห็น
ควรตอบตามที่เราคิดจริง ๆ
๔.เวลาเข้าห้องสัมภาษณ์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามอย่างเดียว
สามารถถามกลับได้
แต่ต้องดูจังหวะด้วยขึ้นอยู่กับกรรมการสัมภาษณ์แต่ละคนและแต่ละสถานที่
ข้อนี้เราต้องสังเกตุเอง
๕.เป็นตัวของตัวเอง
สบาย ๆ อย่ากังวลมาก กล้าแสดงความคิดเห็น โดยเวลาแสดงความคิดเห็นต้องให้มีเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้น
๖.
แสดงความคิดอย่างชาญฉลาด และแสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานนั้น
๗.ต้องรู้จักทำการบ้าน
อย่างน้อยควรรู้ว่าบริษัทที่เรากำลังจะไปสมัครเข้าทำงานทำอะไร
หรือในตำแหน่งที่สมัครนั้นทำอะไร เป้าหมายของบริษัทเป็นอย่างไร เป็นต้น
ทั้ง ๗
ข้อที่กล่าวมานี้ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งานใหม่ ที่สำคัญเราต้องมั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเองด้วย
ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานทุก ๆ ท่านนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
-
เช็คแบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เช็คสั่งจ่ายตามสั่ง (Order cheque), แคชเชียร์เช็ค เช็คของขวัญ และเช็คสำหรับผู้เดินทาง 1. เช็คสั่งจ่ายต...
-
มนุษย์ทุกคนในใบโลกนี้ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เมื่อต้องใช้ก็ต้องหา ในยุคแรก นั้นมนุษย์หาเช้ากินค่ำ (ไม่ต้องวางแผนชีวิต) เพราะทรัพยากร...
-
กฎหมายเป็นสถาบันหนึ่งภายในระบบสังคม มีหน้าที่ในการควบคุมให้สังคมดำเนินไปอย่างสงบสุข กฎหมายในฐานะที่มีหน้าที่ในการควบคุมสังคมโดยการวางแผน...
-
จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล 23 ข้อ ประกอบด้วย 1. ต้องกระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสม มีกริยาดี 2. ไม่สร้างข่าวขึ้นเอง 3. ต้องเสนอข้อเท็จ...
-
บัตร ATM คือบัตรที่ใช้สำหรับกดเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ผ่านตู้เอทีเอ็ม บัตรเดบิต เหมือนกับบัตรเอทีเอ็ม แต่สามารถใช้รูดซื้อส...
-
ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ...
-
โทนี่ เฟอร์นานเดส ซีอีโอของแอร์เอเชียขึ้นเวทีเพื่อแบ่งปันเคล็ดคลับความสำเร็จในการทำให้แบรนด์เติบโตและเป็นที่รู้จัก หลังจากที่เขาเริ่มธุรกิจ...
-
" อะไรที่เราควรทำ" เราทุกคนค้นหางานที่เราชอบ งานที่เรารัก งานที่ใจเราต้องการ แต่กว่าที่จะเจองานแบบที่ว่านี้ อาจต้องเสียเวลาไปท...
-
คุณครูท่านหนึ่งเล่าเรื่องโจ๊กให้นักเรียนฟังก่อนเลิกเรียนว่า.. มีคนไข้ประจำคนหนึ่ง มาหาหมอคนเดิมเป็นเวลาหลายปี จนส่งเสียให้ลูกเรีย...
-
คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อิ...
บทความทั้งหมด
- มิถุนายน 2016 (1)
- พฤษภาคม 2016 (1)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (1)
- กุมภาพันธ์ 2016 (2)
- พฤศจิกายน 2015 (1)
- ตุลาคม 2015 (1)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (2)
- กุมภาพันธ์ 2015 (3)
สถิติผู้เข้าชม
ติดตามผู้เขียน
ฟอร์มรายชื่อติดต่อ
ติดตามที่ Facebook
Tags
- กฎหมาย ( 1 )
- การบริหารเงิน ( 1 )
- การใช้เงิน ( 1 )
- จรรยาบรรณสื่อ ( 1 )
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

