วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
On 20:18 by EForL No comments
กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ
ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น
มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด
ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ
เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน
หรือ
ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน
กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด
ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสัมภาษณ์ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทุกบริษัทต้องมีเพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน โดยเช็คจากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนทัศนคติ เปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำเสนอประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมา
รวมถึงนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลให้ได้พิจารณา
วันนี้เลยนำข้อมูลที่ควรรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งานมาฝาก
๑.
ความประทับใจแรกมักอยู่ที่การแต่งตัว เพราะฉะนั้นเลือกชุดให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง
๒.หน้าตาเป็นเพียงองค์ประกอบย่อย
ความรู้และบุคลิกลักษณะที่ดีเป็นองค์ประกอบหลัก
๓.ตอบให้ตรงที่กรรมการถาม
(ถ้าถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบก่อนว่าใช่ หรือ ไม่ใช่
หลังจากนั้นจึงค่อยอธิบายเหตุผล) และถ้าเป็นคำถามแสดงความคิดเห็น
ควรตอบตามที่เราคิดจริง ๆ
๔.เวลาเข้าห้องสัมภาษณ์ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามอย่างเดียว
สามารถถามกลับได้
แต่ต้องดูจังหวะด้วยขึ้นอยู่กับกรรมการสัมภาษณ์แต่ละคนและแต่ละสถานที่
ข้อนี้เราต้องสังเกตุเอง
๕.เป็นตัวของตัวเอง
สบาย ๆ อย่ากังวลมาก กล้าแสดงความคิดเห็น โดยเวลาแสดงความคิดเห็นต้องให้มีเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้น
๖.
แสดงความคิดอย่างชาญฉลาด และแสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานนั้น
๗.ต้องรู้จักทำการบ้าน
อย่างน้อยควรรู้ว่าบริษัทที่เรากำลังจะไปสมัครเข้าทำงานทำอะไร
หรือในตำแหน่งที่สมัครนั้นทำอะไร เป้าหมายของบริษัทเป็นอย่างไร เป็นต้น
ทั้ง ๗
ข้อที่กล่าวมานี้ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งานใหม่ ที่สำคัญเราต้องมั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเองด้วย
ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานทุก ๆ ท่านนะครับ
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
นิตยสารฟอร์บส์ ไทยแลนด์จัดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศไทย ประจำปี 2558 พบว่า มหาเศรษฐีอันดับ1ของไทยคือนายธนินท์
เจียรวนนท์ จากเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือเครือซีพีมีทรัพย์สินรวม 483,000 ล้านบาท
มหาเศรษฐีอันดับที่2 คือนายเจริญ
สิริวัฒนภักดี จากกลุ่มไทยเบฟเวอเรจมีมูลค่าทรัพย์สิน 435,000ล้านบาท
อันดับที่3
เป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลมีมูลค่าทรัพย์สิน 412,000 ล้านบาท
อันดับที่4 นายเฉลิม อยู่วิทยา กลุ่มกระทิงแดง
อันดับที่5 นายกฤตย์
รัตนรักษ์ กลุ่มธุรกิจสถานีโทรทัศน์สีช่อง7,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา,บริษัท
ปูนซีเมนต์นครหลวง และยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แกรนด์คาแนลแลนด์
อันดับที่6 นายวานิช
ไชยวรรณ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในไทยประกันชีวิต และสุรามหาราษฎร
อันดับที่7 นายสันติ ภิรมย์ภักดี กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่
อันดับที่8 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจสายการบินบางกอกแอร์เวย์และเครือโรงพยาบาลชั้นนำ
อันดับที่9 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา กลุ่มคิงพาเวอร์
อันดับที่10 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สินมูลค่า 57,000 ล้านบาท
คนทั่วไปเวลาได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับเศรษฐี ก็มักจะบอกว่า รวยไปก็เท่านั้นเงินทองเป็นของนอกกายหรือเงินทองไม่ใช้หลักประกันว่าชีวิตจะมีความสุข
คนที่มีทัศนะคติเช่นนี้มักจะไม่พร้อมรวย จริง ๆ
แล้วที่กล่าวอย่างนี้มันก็ไม่ผิดมีส่วนถูกอยู่มากทีเดียว
แต่เศรษฐีเขาจะคิดอีกแบบหนึ่งคือคิดว่าเงินทองสำคัญ มีทรัพย์ดีกว่าไม่มีแน่นอน
ลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งของเศรษฐีทั้งหลายคือ
การกระหายความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ
จอบส์ แม้เขาจะมีเงินมากมาย ถูกจัดอับดับให้เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัย
แต่เขาก็ยังไม่หยุดพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาให้คนทั้งโลกได้เห็น
หรือเศรษฐีเมืองไทยอย่างคุณจรัส ชูโต ผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย
ที่มักบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า
"There's always a better way in doing
things" แปลว่า ย่อมมีวิธีการที่ดีกว่าเสมอ
ในการที่คนเราจะทำอะไรก็ตาม หมายความว่า
อย่าไปนึกว่าสิ่งที่เราประสบความสำเร็จและทำมาดีแล้วนั่นคือวิธีที่ดีที่สุด
ความสำเร็จอย่าอื่นกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า
ซึ่งบางทีเงินทองก็อาจจะไม่ใช้สาเหตุหลักในการทำงาน
ความกระหายความสำเร็จนี้เองที่ผลักดันให้เขาเกิดความเพียรพยายามทำในสิ่งนั้นให้สำเร็จ
มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ เมื่อทำแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดคิด
ก็พิจารณาดูว่าเป็นเพราะอะไร
แล้วปรับปรุงแก้ไขจนกระทั้งประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งไว้
นี้คือลักษณะร่วมกันของคนที่เป็นเศรษฐี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หาได้มาแล้วใช้เป็นหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคำว่า “เป็น” ในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงแค่ใช้เพื่อประโยชน์ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้นแต่ยังหมายถึงใช้เพื่อประโยชน์ในชาติต่อ ๆ ไปด้วย เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าลำพังเพียงแค่หนึ่งสมองสองมือไม่อาจทำให้คน ๆ หนึ่งประสบความสำเร็จได้ ถ้ามีเพียงแค่นี้ทุกคนก็คงเป็นเศรษฐีกันหมดทั้งโลกไปแล้ว คำว่า “เป็น” ตัวนี้แหละที่จะแยกระหว่างเศรษฐีกับคนธรรมดาให้แตกต่างกัน
ภาพจาก :http://www.springnews.co.th/economics/90065วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558
มนุษย์ทุกคนในใบโลกนี้ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เมื่อต้องใช้ก็ต้องหา
ในยุคแรก นั้นมนุษย์หาเช้ากินค่ำ (ไม่ต้องวางแผนชีวิต)
เพราะทรัพยากรมีเหลือเฟืออยากได้ต่อไหนก็ไปเอาตอนนั้น พอมาถึงยุคปัจจุบันทั้ง ๆ
ที่ทรัพยากรยังมีอยู่เหลือเฟือ แต่ถูกพวกมือยาวสาวได้สาวเอากักตุนไว้จนของบางอย่างเกิดขาดแคลนขึ้นมา
ต่อมาไอ้พวกมือยาวทั้งหลายเริ่มคิดกลไกการตลาดขึ้นมา ทำให้เกิดอุปสงค์ อุปทาน
สร้างกฎอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายไปหมด สุดท้ายมนุษย์ต้องถูกกระแสสังคมครอบงำ
ต้องผันตัวเองให้ไปประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยสี่มาหล่อเลี้ยงร่างกาย
ปัญหาต่อมาก็คือมันหาแล้วไม่พอใช้
สำหรับคนที่หาได้น้อยไม่ต้องพูดกันเพราะยังไง ๆ
โอกาสที่จะไม่พอใช้มันต้องมีอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกที่หาได้เยอะแล้วไม่พอใช้นี้มันเพราะอะไร
คำโบราณว่าไว้ "ถ้าไม่รู้จักใช้
หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ" ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนกลุ่มที่หาได้เยอะแล้วไม่พอใช้สักที
วิธีแก้สำหรับคนกลุ่มนี้ง่ายมาก คนโบราณให้หลักไว้ 2 ประการ คือ
1.กินตอนหิว อย่าไปกินตอนอยาก หมายความว่า
ใช้ของที่ต้องการ อย่าใช้ของที่ความจำเป็น จริงอยู่ของบางอย่างมันจำเป็นแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ถึงขั้นตาย
เรื่องนี้ต้องแยกให้ออก
2.ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญว่าเหลือเท่าไหร่ คือต้องบริหารเงินให้เหลือนั้นเอง
วิธีที่คนโบราณให้มาสองประการนี้ อาจจะไม่เข้ากับหลักของนักเศรษฐศาสตร์หรือนักบัญชีทั้งหลายเท่าไร
แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเป็นบทฝึกวินัยในการใช้ปัจจัยสี่ของตัวเราเองล้วน ๆ ไม่ต้องไปพึ่งใครทั้งนั้น
และที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ปัจจัยสี่คือ ต้องรู้จักเปลี่ยนทรัพย์ภายนอกให้เป็นสมบัติทรัพย์ภายในที่สามารถนำติดตัวไปใช้ในชาติต่อ
ๆ ไปให้ได้ด้วย
สิ่งของภายนอกที่เราเก็บไว้อาจถูกภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม
หรือแม้กระทั้งราชภัย ทำให้ทรัพย์ของเราสูญหายไปได้ แต่ถ้านำทรัพย์ออกโดยการให้ทาน
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนให้เป็นสมบัติภายใน ย่อมไม่มีใครจะเอาไปจากเราได้ทั้งนั้น
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
On 01:04 by EForL No comments
ปัจจุบันทัศนะคติของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าถือฤกษ์ในการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ
แตกต่างกัน
ในทางพระพุทธศาสนาจริงๆแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้หลักฤกษ์ยามไว้อย่างไร ?
พระไตรปิกฎเล่มที่๒๐ หน้า ๒๗๘
ได้บันทึกพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ว่า
"คนใดทำดีทางกาย วาจา ใจ ในเวลาเช้า
เช้าวันนั้นย่อมเป็นเช้าที่ดีของคนนั้น. คนใดทำดีทางกาย วาจา ใจ ในเวลาบ่าย
บ่ายวันนั้นย่อมเป็นบ่ายที่ดีของคนนั้น แม้ในทีสุดคนใดทำดีทางกาย วาจา ใจ
ในเวลาเย็น เย็นวันนั้นย่อมเป็นเย็นที่ดีของคนนั้น "
สรุปแล้ฤกษ์ที่ดีที่สุด คือฤกษ์ที่เราพร้อมจะทำความดีทั้งทางกาย วาจา
ใจ ต่อบุคคลที่อยู่รอบข้างของเรานั้นเอง
มาทำความดีกันนะครับ
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
On 02:44 by EForL in วันแรงงาน No comments
ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักวิธีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้นเป็นเหมือนกันคือ
ใช้เวลาทั้งวันเพื่อหาอาหาร เมื่อได้อาหารแล้ว
วิธีการปรุงแต่งอาหารก็ยังไม่มีเพราะความหิว
ได้ตรงไหนก็กินตรงนั้น อย่างดีอาจมีการทำอาหารให้สุขบ้าง
ครั้นเมื่อมนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นสังคม
มีการสร้างที่อยู่อาศัย ก็เริ่มรู้จักวิธีเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เอาไว้ในการดำรงชีพ ทำให้ลดเวลาในการแสวงหาปัจจัยสี่ มีเวลาว่างสำหรับศึกษาเล่าเรียน
และสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ จนมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และมีการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ตามยุคสมัยจนมาถึงปัจจุบัน
และสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ จนมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และมีการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ตามยุคสมัยจนมาถึงปัจจุบัน
ในปัจจุบันมีบางประเทศแม้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตให้หมดไปกับการแสวงหาปัจจัยสี่เพื่อดำรงชีวิต
แหล่งหาเงินมีอยู่ตรงไหน? ก็ไปกระจุกตัวอยู่ ณ ที่ตรงนั้น
จนเกิดความแอดอัด มีความเป็นอยู่แบบสุข ๆ ดิบ ๆ เช่นว่า อาหารการกินต้องสะดวกรวดเร็ว
รสชาติหรือความสะอาดปลอดภัยไม่ต้องคำนึงถึง คนรอบข้างจะเป็นอย่างไรไม่สนขอเพียงเรารอดก็พอ นี้เป็นลักษณะของการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบัน
จนเกิดความแอดอัด มีความเป็นอยู่แบบสุข ๆ ดิบ ๆ เช่นว่า อาหารการกินต้องสะดวกรวดเร็ว
รสชาติหรือความสะอาดปลอดภัยไม่ต้องคำนึงถึง คนรอบข้างจะเป็นอย่างไรไม่สนขอเพียงเรารอดก็พอ นี้เป็นลักษณะของการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบัน
สภาพสังคมที่บีบให้มนุษย์ต้องเป็นเช่นนี้ เกิดจากแนวคิดทุนนิยม
คือมีทุนมากก็ทำได้มาก การที่จะมีทุนมากก็ต้องผลิตและขายของให้ได้มากๆ
จากแนวคิดนี้เอง ทำให้เกิดการผลิตในรูปแบบของโรงงาน
ซึ่งในยุคแรกต้องทำงานด้วยกำลังคนเป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนามาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ทั้งคนและเครื่องจักร ยิ่งผลิตได้มากก็ยิ่งได้ทุนมาก แต่ในขณะเดียวกันการที่จะผลิตของได้มากนั้นมันต้องใช้วัตถุดิบมาก ต้องใช้กำลังคนในการผลิตมากด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เกิดตามก็คือการขาดวัตถุดิบและขาดแรงงาน
ซึ่งในยุคแรกต้องทำงานด้วยกำลังคนเป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนามาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ทั้งคนและเครื่องจักร ยิ่งผลิตได้มากก็ยิ่งได้ทุนมาก แต่ในขณะเดียวกันการที่จะผลิตของได้มากนั้นมันต้องใช้วัตถุดิบมาก ต้องใช้กำลังคนในการผลิตมากด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เกิดตามก็คือการขาดวัตถุดิบและขาดแรงงาน
วิธีแก้ปัญหาในยุคแรกๆ ก็คือ การล้าอาณานิคมเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบ และการใช้อำนาจทางกฎหมายเข้ายึดครองที่ดินทำให้เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
สุดท้ายต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อเข้าไปหางานทำที่เขตอุตสาหกรรม เมื่อมีคนเข้าทำงานในระบบงานอุตสาหกรรม
ปัญหาที่ตามคือ
- เกิดชนชั้นใหม่ 2 ชนชั้น คือ
ชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมกร
- เกิดปัญหาเรื่องอัตราค้าจ้าง
- เกิดปัญหาการใช้แรงงานเด็กและสตรีเพื่อลดต้นทุน
- เกิดปัญหาทางด้านสุขอนามัยในโรงงาน ฯลฯ
ปัญหาเหล่านี้นายทุนไม่ได้ให้ความสนใจจริง
ๆ หรอก สนใจแต่เพียงว่าต้นทุนและกำไรของโรงงานจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน
เพื่อเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้ใช้แรงงานจะพึ่งมีพึ่งได้ และวันแรงงานก็เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องนั้น
ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบแรงกายและเวลาที่เสียไปกับการทำงานให้แก่เหล่านายทุนวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
On 02:41 by EForL No comments
ในประเทศไทย มีบัญชีเงิน 3 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งแต่ละบัญชีมีลักษณะที่เหมือนกันคือ เป็นการนำฝากเงินไว้กับธนาคาร แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ในการใช้บัญชีเงินฝากของแต่ละประเภท รวมไปถึง อัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้าจะได้รับ และเงื่อนไขการฝาก-ถอนเงิน มีตารางเปรียบเทียงดังนี้
เพียงแค่เราศึกษาเรื่องนี้ก็สามารถ บริหารจัดการเงินของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
-
เช็คแบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เช็คสั่งจ่ายตามสั่ง (Order cheque), แคชเชียร์เช็ค เช็คของขวัญ และเช็คสำหรับผู้เดินทาง 1. เช็คสั่งจ่ายต...
-
มนุษย์ทุกคนในใบโลกนี้ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เมื่อต้องใช้ก็ต้องหา ในยุคแรก นั้นมนุษย์หาเช้ากินค่ำ (ไม่ต้องวางแผนชีวิต) เพราะทรัพยากร...
-
กฎหมายเป็นสถาบันหนึ่งภายในระบบสังคม มีหน้าที่ในการควบคุมให้สังคมดำเนินไปอย่างสงบสุข กฎหมายในฐานะที่มีหน้าที่ในการควบคุมสังคมโดยการวางแผน...
-
จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล 23 ข้อ ประกอบด้วย 1. ต้องกระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสม มีกริยาดี 2. ไม่สร้างข่าวขึ้นเอง 3. ต้องเสนอข้อเท็จ...
-
บัตร ATM คือบัตรที่ใช้สำหรับกดเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ผ่านตู้เอทีเอ็ม บัตรเดบิต เหมือนกับบัตรเอทีเอ็ม แต่สามารถใช้รูดซื้อส...
-
ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ...
-
โทนี่ เฟอร์นานเดส ซีอีโอของแอร์เอเชียขึ้นเวทีเพื่อแบ่งปันเคล็ดคลับความสำเร็จในการทำให้แบรนด์เติบโตและเป็นที่รู้จัก หลังจากที่เขาเริ่มธุรกิจ...
-
" อะไรที่เราควรทำ" เราทุกคนค้นหางานที่เราชอบ งานที่เรารัก งานที่ใจเราต้องการ แต่กว่าที่จะเจองานแบบที่ว่านี้ อาจต้องเสียเวลาไปท...
-
คุณครูท่านหนึ่งเล่าเรื่องโจ๊กให้นักเรียนฟังก่อนเลิกเรียนว่า.. มีคนไข้ประจำคนหนึ่ง มาหาหมอคนเดิมเป็นเวลาหลายปี จนส่งเสียให้ลูกเรีย...
-
คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อิ...
บทความทั้งหมด
- มิถุนายน 2016 (1)
- พฤษภาคม 2016 (1)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (1)
- กุมภาพันธ์ 2016 (2)
- พฤศจิกายน 2015 (1)
- ตุลาคม 2015 (1)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (2)
- กุมภาพันธ์ 2015 (3)
สถิติผู้เข้าชม
ติดตามผู้เขียน
ฟอร์มรายชื่อติดต่อ
ติดตามที่ Facebook
Tags
- กฎหมาย ( 1 )
- การบริหารเงิน ( 1 )
- การใช้เงิน ( 1 )
- จรรยาบรรณสื่อ ( 1 )
ขับเคลื่อนโดย Blogger.




