วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559


คุณครูท่านหนึ่งเล่าเรื่องโจ๊กให้นักเรียนฟังก่อนเลิกเรียนว่า..

มีคนไข้ประจำคนหนึ่ง มาหาหมอคนเดิมเป็นเวลาหลายปี

จนส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบหมอ

วันหนึ่ง คนไข้ประจำคนนี้มาหาหมออีก พอดีหมอผู้เป็นพ่อไม่อยู่ ลูกหมอที่พึ่งเรียนจบ

จึงตรวจให้คนไข้ประจำคนนี้ เสร็จแล้วก็จัดยาให้ตามที่ตัวเองรู้

เมื่อคนไข้กลับไป หมอผู้เป็นลูกก็ถามหมอผู้เป็นพ่อว่า 

โรคของคนไข้คนนี้มันก็ไม่ได้รักษายากอะไร ? ทำไมพ่อใช้เวลารักษาเขาตั้งนาน ?"

หมอผู้เป็นพ่อ ไอ้โง่ เอ็งคิดว่า ค่าเล่าเรียนของเอ็งตั้งหลายปีมาจากไหน ?”


มีเรื่องเกิดขึ้นจริงในทำนองเดียวกัน

มีอยู่ประเทศหนึ่ง มีปัญหาแล้งทุกปี และดูทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

ฉันเคยแอบคิดว่า คนที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศนั้น มันทำไมโง่นักว่ะ

มันก็ไม่ได้เพิ่งมาแล้งปีแรก มันแล้งกันมาตั้งหลายปี ทำไมแก้ไม่ได้สักที

อีกอย่างรู้ทั้งรู้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศต้องอาศัยน้ำเพื่อทำการเกษตร

ทำไมไม่ทุ้มกำลังเงินและกำลังสติปัญญา เพื่อบริหารจัดการน้ำของประเทศให้ดีขึ้น



ความสงสัยที่ฉันแอบคิดนี้ก็ถึงบางอ้อทันที

เมื่อได้อ่านเรื่องโจ๊กของหมอที่คุณครูท่านนั้นเล่าให้นักเรียนฟัง

ฉันลองเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกันดู ถ้าแล้งทุกปี ก็มีงบฉุกเฉินทุกปี



ชาวนาทำนาไม่ได้ เดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย เมื่อมีทุกปี ก็กินเล็กน้อยได้ทุกปี

ถ้าแก้หาย ก็ไม่มีเรื่องให้เบิกงบฉุกเฉิน แล้วเขาจะเอาความมั่งคั่งมาจากไหน

ลำพังแค่เงินเดือนที่ได้ไม่พอที่จะอวดรวยได้หรอก ?


วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

"อะไรที่เราควรทำ"
เราทุกคนค้นหางานที่เราชอบ งานที่เรารัก งานที่ใจเราต้องการ  แต่กว่าที่จะเจองานแบบที่ว่านี้ อาจต้องเสียเวลาไปทั้งชีวิต หรือบางคนสิ้นชีวิตไปแล้วก็ยังหาไม่เจอ
งานทุกอย่างในชีวิตที่เราทำอยู่ ณ ปัจจุบันอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป มันคือบทเรียนอันล่ำค้าที่เราจะได้รับ แต่เนื่องจากเรามีเวลา มีเรี่ยวแรง มีพละกำลังอยู่อย่างจำกัด เราจึงควรเลือกทำงานโดยยึดหลักที่ว่า
- งานนั้นมีประโยชน์ต่อคนหมู่มากไหม
-เอาไปใช้งานได้จริงไหม
-ประหยัดเวลาชีวิตของเราไหม
-ประหยัดทรัพยากรไหม

อย่างไรก็ตาม คุณคือคนที่รู้ว่าคำแนะนำอันไหนที่ใช้การได้ดีกับตัวคุณ

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

On 01:04 by EForL in    No comments
จรรยาบรรณ เป็นจริยธรรมพื้นฐานของอาชีพต่าง ๆ
ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ เช่นจรรยาบรรณของอาชีพครู
ต้องรักและเมตตาศิษย์โดยให้เอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริม
ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
จรรยาบรรณวิศวกร ต้องรับผิดชอบและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อสวัสดิภาพ สุขภาพ ความปลอดภัยของสาธารณชน เป็นต้น
อาชีพใดที่มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ก็ยิ่งจำเป็นจะต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสูงตามไปด้วย
ปัจจุบันสื่อมวลชนและบริษัทโฆษณา มีอิทธิพลต่อความคิดของคนเป็นจำนวนมาก ถ้าสื่อต่างฝ่ายต่างแข่งกันพาดหัว
โปรยชื่อเรื่องด้วยการใช้คำหวือหวา
เพราะเชื่อว่ายิ่งแรงยิ่งฉาว ยิ่งขายได้
โดยไม่สนใจในจรรยาบรรณวิชาชีพของต้นเอง
แล้วคนที่รับสื่อจะเป็นอย่างไร เคยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการไม่รับผิดชอบต่อสังคมบ้างหรือไม?

จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล 23 ข้อ ประกอบด้วย
1. ต้องกระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสม มีกริยาดี
2. ไม่สร้างข่าวขึ้นเอง
3. ต้องเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดแก่ผู้รับสาร
4. ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น
5. ไม่บังคับบุคคลให้พูด
6. ซื่อสัตย์ต่อบุคคลที่ต่อสู้เพื่อสังคม
7. ซื่อสัตย์ต่อบุคคลที่นำมากล่าวถึงในคอลัมน์
8. รักษาไว้ซึ่งความลับของแหล่งข่าว
9. ไม่ปิดบังอำพรางข่าวที่นำเสนอ
10.ไม่ควรขายข่าว ขายคอลัมน์เพื่อเงิน หรือความพอใจส่วนตัว
11. ละเว้นจากการเข้าร่วมพรรคการเมือง
12. ต้องบริการคนส่วนรวม มิใช่บริการคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
13. ช่วยต่อสู้และปราบปรามอาชญากร
14. ต้องเคารพ และช่วยผดุงกฏหมายบ้านเมือง
15. สร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ชุมชน
16. ไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างญาติและเพื่อนของผู้อื่น
17. คำนึงว่าการหย่าร้าง การฆ่าตัวตายนั้น
เป็นปัญหาสังคมสิ่งหนึ่งไม่ควรเสนอข่าวไปในเชิงไม่สุภาพ
18. อย่ากล่าวโจมตีคู่แข่ง
19. อย่าหัวเราะเยาะความวิกลจริต จิตทราม
หรือพลาดโอกาสของบุคคลอื่น
20. เคารพนับถือวัด โบสถ์ เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ของบุคคล
21. หน้ากีฬาควรเขียนถึงทุกๆ คน
22. แก้ไขข้อผิดพลาดที่พบในทันที
23. จำไว้ว่าข่าวที่นำเสนอนั้น มีเยาวชนชายหญิงอ่านด้วย
อ้างอิงจากศูนย์ศึกษากฏหมายและนโยบายสื่อมวลชน
http://www.thaimedialaw.org/

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



คุณธนพ เอี่ยมอมรพันธ์ เป็นนักธุรกิจค้าเพชรและนาฬิกาแบรนด์หรู แล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตัวจริง ได้เปิดเผยในเวที โพสต์ทูเดย์ อินเวสเม้นท์ เอ็กซโป  ในหัวข้อ ให้เงินทำงานว่า ตนเองนั้นทดลองบริหารเงินและให้เงินทำงานจากเงินจำนวนน้อยให้กลายเป็นจำนวน มาก และจากเงินจำนวนมากกลายเป็นศูนย์มาแล้ว เรียกว่าผ่านประสบการณ์มาหลายรูปแบบ โดยเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี ครั้งเมื่อศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1997 ในขณะทิ่เกิดวิฤกตต้มยำกุ้งในประเทศไทย พ่อซึ่งส่งเงินให้เรียนในต่างประเทศส่งเงินมาให้จำนวนหนึ่งแล้วบอกว่า นี่เป็นก้อนสุดท้ายแล้วที่เหลือให้หาเอาเอง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธนพ จึงลุกขึ้นมาหาทางให้เงินทำงานจากแบบอย่างที่เห็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการ เงินที่เล่นหุ้นในตลาดหุ้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีเงินจำนวนมาก แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยทำให้ต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมากเช่นกัน แต่ความสูญเสียก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสูญเปล่า กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงินใน ปัจจุบันนั้นเอง
ธนพ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจในขณะนี้จะว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็ไม่เชิง เพราะหากมองลงไปในเชิงลึกแล้วจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะมีตัวเลขทางบัญชีที่สวยงามเป็นบวกไม่ขาดทุน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในหุ้นของตน แต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่บริษัทเล่านั้นจะมีบัญชีทางด้านการเงินที่สวยงาม พวกเขาได้ปลดลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีหนี้ค้าง หรือมีกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ว่างงานในสหรัฐอเมริกามากถึง 4.8 แสนคน คนว่างงานมากแสดงว่าเศรษฐกิจไม่ดี

ทั้งนี้ หากจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวจริงหรือไม่ต้องไปดูที่ค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงว่าผู้ประกอบการร้าน ค้าขนาดเล็กจะอยู่รอดได้หรือไม่ เมื่อมีจำนวนคนว่างงานมากขนาดนี้ ประกอบกับช่วงก่อนหน้านี้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทประกาศล้มละลายไปแล้ว ดังนั้นร้านค้าที่เป็นค้าของเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือเรียลเซกเตอร์ จะไม่มีรายได้ แล้วเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างไร ต้องดูต้องไปว่า โอบามาจะแก้ป้ญหาเศรษฐกิจนับต่อจากนี้ไปอย่างไร

ไปดูตลาดอื่นๆ บ้าง อย่างตลาดยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะ เป็นอย่างไร แต่ตลาดที่น่าสนใจจริงๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ถือได้ว่าเป็นโอกาส ของตลาดเอเชีย เนื่อง จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีราคาจ้างงานราคาต่ำที่สุด ซึ่งถือเป็นโอกาส เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากที่สุดที่เหมาะแกการลงทุนด้านอาหาร
ส่วนญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยมทำให้มีเงินออมมากที่สุด ไม่น่าเป็นห่วง ประเทศอินเดียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านไอที และซอฟต์แวร์ของโลก เพราะคนอินเดียมีความรู้ความสามารถด้านไอที ประกอบกับค่าแรงถูก ต่อไปเจ้าของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ และยุโรปจะมาจ้างคนอินเดียเป็นคอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นประเทศอินเดียจะเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมไอที คอลเซ็นเตอร์ แหล่งผลิตซอฟต์แวร์

สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองที่รุนแรงอย่างไร และมีปัญหาเศรษฐกิจโลกก็ตามแต่จีดีพีของประเทศก็ไม่ต่ำมากนัก แสดงว่าโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยยังดีอยู่มาก อย่างไรก็ตามถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองก็นับเป็นโอกาสของประเทศ ไทยที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างดี

อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานนับต่อจากนี้คาดว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ สินค้าจะมีราคาแพงขึ้น แต่เงินเดือนของคนทำงานจะเท่าเดิม อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินก็จะมีการเปลี่ยนมากขึ้น ดังนั้นวิธีการออมเงินนอกจากนำเงินไปฝากธนาคารแล้วควรจะเก็บไว้ในรูปเงินตรา ต่างประเทศ 7 สกุล เพื่อประกันความเสี่ยงว่าเมื่อเวลาผ่านไป 6 – 9 เดือน เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงเงินจำนวนเดิมจะมีค่าเท่าเดิม โดยเงิน 7 สกุล ที่ควรจะแลกไว้ คือ ดอลล่าร์สหรัฐฯ, ปอนด์อังกฤษ, ยุโร, หยวน, สวิสฟรังซ์, เยน, ดอลล่าร์ออสเตรเลีย

นอกจากนี้ยังควรเก็บเงินสดไว้เป็นเงินฉุกเฉินสัก 30 – 40% ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้เผื่อหากมีเหตุการณ์คอขาดบาดตายแล้วค่อยนำมาใช้ เป็นต้น

ธนพ กล่าวว่า สำหรับการเล่นหุ้นนั้น ควรซื้อหุ้นที่มีคนซื้อเป็นจำนวนมาก หากหุ้นลงแล้ว 15% ก็ควรรีบขายเลย ไม่ควรรอหรือเสียแล้วไปนำเงินไปซื้อหุ้นอื่นแทน ที่อาจจะขึ้นถึง 50 – 70% จำไว้ว่าไม่ควรเสียดาย หากลงแล้วควรจะขายทันที

สุดท้ายนี้ การลงทุนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะต้องใช้วิจารณญาณให้รอบครอบและไตร่ตรองให้ดี ควรจะอ่านข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของโลก และประเทศเป็นประจำเพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า เวลานี้เหมาะสมจะลงทุน อะไร หรือไม่อย่างไร


CR. posttoday

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกฉบับล่าสุด ปี 2015 ที่ดำเนินการโดย QS เพิ่งประกาศออกมาสด ๆ ร้อนนี้ปรากฏว่า อันดับหนึ่งถึงสิบของโลก ส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพียงแต่อาจจะสลับอันดับกันไปมาบ้าง



แต่ผลที่น่าสนใจ ในปีนี้คือการผงาดของมหาวิทยาลัยในเอเซียที่เข้าสู่อันดับโลกได้มากขึ้น
โดยอันดับหนึ่งของเอเซีย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 12 (ปีก่อนอยู่อันดับที่ 22) จะเห็นว่าอันดับดังกล่าวนี้ สูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อมาเก่าแก่ของโลกหลายมหาวิทยาลัย เช่น Yale, John Hopkins, Cornell, U Penn หรือแม้แต่ UC Berkley และ UCLA 
เท่านั้นยังไม่พอมหาวิทยาลัยคู่แฝดในสิงคโปร์ ได้แก่ Nanyan University of Technology ตามติดเข้ามาเป็นอันดับที่ 13 โดยมีคะแนนห่างกันไม่ถึง 1 คะแนน


คราวนี้มาดูมหาวิทยาลัยของไทย ในจำนวน 8 มหาวิทยาลัยที่ QS นำเข้าสู่การจัดอันดับ ปรากฏว่าในปีนี้อันดับของเราถอยต่ำลงทุกมหาวิทยาลัย ในขณะที่สิงคโปร์ขึ้น 10 อันดับ ไทยเรากลับลดลง 10 อันดับ เช่นกัน โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถือเป็นอันดับหนึ่งของไทย จากปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 243 ปีนี้ลดลงไปเป็น 253 มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่แล้วอยู่ที่ 257 ปีนี้ขยับลงไปเป็น 295 ตามมาด้วย เชียงใหม่ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น พระจอมเกล้าธนบุรี และ สงขลานครินทร์ ตามลำดับ

ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าเรายังอ่อนแอในเรื่องของระบบการศึกษาอยู่มาก รัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศถ้าไม่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาอย่างจริงจัง (แก้ปัญหาอย่างเข้าใจจริงๆ) ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับชาติต่างๆได้

เพราะการศึกษาที่ดี คือการสร้างบุคลากรที่ประกอบเป็นทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สนามอาชีพโดยตรง รวมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางปัญญาและนวัตกรรมให้แก่ชาติ ถ้าระบบการศึกษาของไทยเรายังอ่อนแอหรือตกต่ำอยู่เช่นนี้ ก็จะสะท้อนถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ชาติเรามีว่าไม่อาจจะสู้ชาติอื่นๆ ได้ รวมทั้งฉายภาพให้เห็นถึงความรู้ที่อ่อนด้อย ไม่เอื้อให้เกิดศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา  เมื่อเป็นเช่นนี้ชาติไทยเราก็จะกลายเป็นผู้บริโภคนวัตกรรมที่สร้างโดยผู้อื่น อันหมายความว่าขนเงินออกไปให้คนอื่นเขานั่นเอง
ที่จริงความตกต่ำของมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาเป็นปัญหาปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุอยู่ที่
1. ครอบครัวของเด็กแต่ละคน
ครอบครัวไหนที่มีทัศนะที่ว่า "การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้" ก็จะส่งเสริมให้ลูกของตัวเองให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก แล้วกับเอาใจใส่ดูแลส่งเสริมให้ได้เรียนจนถึงที่สุด ถึงแม้ว่าบางครอบครัวจะมีฐานะความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวไหนไม่ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาของลูกตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของลูก ถ้าลูกตัวเองมีนิสัยใฝ่เรียนก็ดีไปแต่ไม่ได้ส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าลูกไม่ใฝ่เรียนก็ปล่อยไปตามยถากรรม เด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นมาก็เรียนไม่ทันเพื่อน กลายเป็นคนมีป่มด้อยขาดความมั่นใจ พอจะเข้ามหาวิทลัยก็ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษเลยเลือกเรียนตามเพื่อน สุดท้ายแม้เรียนจบก็กลายเป็นคนไร้ศักยภาพ
2. ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศเรา ก็มีความอ่อนแออันเป็นที่ปรากฏชัด ไม่ว่าจะแสดงออกมาในผลการสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) ที่เอาคะแนนจากผู้เข้าสอบ 65 ประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างจากเด็กอายุ 15 ปี จำนวน 5 พันคน มาทำการสอบวัดความรู้ ผลปรากฏว่าไทยเราอยู่อันดับในกลุ่มรั้งท้าย คือประมาณอันดับที่ 50
ที่น่าตกใจและตื่นเต้น คือ ผลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ในการสอบครั้งล่าสุดเมื่อปี  2012 เด็กเวียดนามสอบได้เป็นที่ 8 ของโลก ขณะที่เด็กไทยได้เป็นที่ 48  ผลการสอบนี้ดูจะสอดคล้องกับที่เราจัดสอบเองด้วย เช่น การสอบ ONET ที่เกิดปรากฏการณ์ "สอบตกทั้งประเทศ" ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากโรงเรียนประมาณ 4 หมื่นกว่าโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. มีโรงเรียนที่สอบได้คะแนนเกินครึ่งอยู่เพียง 2 พันกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง ซึ่งแสดงว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ 3 หมื่นกว่าโรงเรียนสอบตกหมด
ถ้าเราไม่พัฒนาการศึกษาของเรา ชาติไทยน่าจะไปไม่รอด และขณะนี้หมดเวลาที่จะรอแล้ว การปฏิรูปการศึกษาที่ท่องกันจนเป็นคาถาแต่ไม่มีรูปธรรม หรือแม้แต่ความตั้งใจที่ทำก็ยังไม่มี
แล้วอย่างนี้จะหวังให้ประเทศของเราเจริญไปข้างหน้าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

Cr. ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อ้างอิงข้อมูลจาก : QS World University Rankings 2015


วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ประโยคนี้คงเป็นวลีเด็ดในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหน เพราะบ้านเมืองตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคมืด หรือกำลังถอยหลังลงคลองแล้วจริง ๆ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมาเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ การระเบิดในครั้งนี้ไม่ใช้อุบัติเหตุ แต่เป็นการก่อการร้ายซึ่งไม่ใช้พวกฝีมือระดับปลายแถวแน่นอน
มาดูที่ความเสียหาย ที่ร้ายแรงที่สุดคือจำนวนผู้เสียชีวิต(ไม่อาจสรุปได้เพราะมาหลายกระแสเหลือเกิน) เรื่องนี้ไม่อาจประเมินค่าได้
ต่อมาคือเรื่องความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ซึ่งหลังจากปฏิวัติเรื่องความเชื่อมั่นในประเทศไทยมีน้อยอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ยิ่งน้อยหนักเข้าไปอีก
ถามว่าประเทศเราเสียความเชื่อมั่นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ
- ไม่มีใครกล้ามาลงทุนกับเรา แม้มีประเทศที่กล้าบ้าบิ่นมาลงทุนกับเราเขาก็ไม่มีทุนเพราะ ไม่มีธนาคารไหนแบกรับความเสี่ยงปล่อยให้เขากู้
- ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเตรียมปิดกิจการได้เลย
เพียงแค่สองประการนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนก็หงายท้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวันที่18 สิงหาคม ตรวจสอบดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยอ่อนค่ามาก เว็ป Yahoo ถึงกับออกข่าวว่าเงินบาทไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหกปี (ปี2555 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท / 1 ดอลลาร์)





เรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทไม่ใช้เรื่องไกลตัวนะครับขอบอก ลองคิดง่าย ๆ ทุกวันนี้มีใครไม่เดินทางโดยใช้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์บ้าง
ยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้กินน้ำคลองนะครับ มันกินน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องนำเข้า ถ้าเงินบาทอ่อนนั้นหมายความว่า เราต้องจ่ายเงินบาทเยอะกว่าเดินแต่ได้น้ำมันเท่าเดิม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้ถ้าเงินสำรองของประเทศเรามีเยอะและรัฐช่วยค้ำเอาไว้ก็ได้ใช้น้ำมันภายในประเทศเท่าเดิมหรือสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าไม่เตรียมซื้อจักรยานปั่นไปทำงานได้เลย เท่าที่ได้ติดตามข่าวช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทราบว่ารัฐบาล คสช. ใช้งบประมาณของปี2558 ไปแล้ว 2 ล้าน 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 79.5 ของงบทั้งหมด (อ่านข่าวในVoice Tv) นั้นก็หมายความว่าผลอาจจะออกมาแบบที่สอง คือได้ใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นแน่นอน เมื่อน้ำมันสูงขึ้นจะเกิดปัญหาอะไรต่อไปผมไม่ยากจะคิดแล้ว


เมื่อมันเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไรว่า “ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”